#07743


www.zateer.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


วิธีสกัด หัวน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย   ( Essential Oils )

ครับ ข้อมูลในส่วนนื้ เป็นเกล็ดความรู้ เล็กๆน้อยๆ ในส่วน ตัวผมเอง ก็กำลัง ทดลองสกัด น้ำมัน ดอกไม้ อยู่เหมือนกัน
หวังว่า ข้อมูลเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์ ต่อท่าน บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

น้ำมันหอมระเหยคืออะไร
               
น้ำมันหอมระเหยเป็นสารอินทรีย์ที่พีชผลิตขึ้นตามธรรมชาติ เก็บไว้ตามส่วนต่าง ๆเช่น กลีบดอก ผิวของผล เกสร ราก หรือเปลือกของลำต้น มักมีกลิ่นหอมระเหยง่าย เวลาที่ได้รับความร้อนของอนุภาพเล็กๆ ของน้ำมันหอมระเหยจะระเหยออกมาเป็นไอ ทำให้เราได้กลิ่นหอม

ประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยมีอะไรบ้าง
                กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยในส่วนของดอกไม้มีบทบาทสำคัญในการช่วยดึงดูแมลงมาผสมเกสร ปกป้องการรุกรานจากศัตรู และรักษาความชุ่มชื้นแก่พืช
สำหรับประโยชน์ต่อมนุษย์ น้ำมันหอมระเหยมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค บรรเทาอาการอักเสบ หรือลดบวม คลายเครียด หรือกระตุ้นให้สดชื่น ทั้งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิด


องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหย มีอะไรบ้าง

         องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยมีอยู่มากมายหลายร้อยชนิด แต่สามารถแยกเป็นกลุ่มของสารได้ 7 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มแอลกอฮอล์ กลุ่มอัลดีไฮด์ กลุ่มเอสเทอร์ กลุ่มคีโทน กลุ่มออกไซด์ กลุ่มฟีนอล และกลุ่มเทอร์ปีน โดยปรกติน้ำหอมระเหยแต่ละชนิดจะมีสารองค์ประกอบทางเคมีตั้งแต่ 50-500 ชนิด องค์ประกอบทางเคมีแต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมาผสมผสานกันอยู่ก็จะทำให้เกิดคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณะของน้ำมันหอมระเหยจากพืชแต่ละชนิดที่มีจุดเด่นความเหมือนและความแตกต่างในการบำบัดต่างกันออกไป

พืชอะไรบ้างที่มีน้ำมันหอมระเหย
               
พืชที่ให้น้ำมันหอมระเหยมีกระจายอยู่ในวงศ์พืชต่างๆ ไม่เกิน 60 วงศ์ที่สำคัญได้แก่
Labiatae ( มิ้นต์  ) Rutaceae (  ส้ม )  Zingiberaceae ( ขิง )  Gramineae  ( ตะไคร้ )
            พืชที่ให้น้ำมันหอมระเหยที่ปลูกเป็นการค้ามีอยู่ไม่เกิน 100 ชนิด ที่สำคัญเช่นสะระแหน่ ตะไคร้ ตะไคร้หอม กระดังงา เบอร์กามอต โหระพา
 อันที่จริงน้ำมันหอมระเหยไม่ได้มาจากพืชเท่านั้นแต่ได้มาจากสัตว์ด้วย แต่ที่พบมีที่ได้จากสัตว์แค่ 4 ชนิดเท่านั้น คือ กลิ่นอำพัน มาจากปลาวาฬหัวทุน กลิ่นชะมด มาจากตัวชะมด กลิ่น
 castoreum จากตัวบีเวอร์ และกลิ่นจากกวาง สาระเหยที่ได้จากสัตว์จะมีราคาแพงและหายาก เพราะต้องฆ่าสัตว์เหล่านั้นมาจึงจะได้กลิ่นหอม
 

น้ำมันหอมระเหยมีวิธการสกัดมาได้อย่างไร
               
ในสมัยโบราณจะนิยมนำดอกไม้หอมมาแช่น้ำทิ้งไว้ และนำน้ำที่มีกลิ่นหอมนั้นมาดมหรืออาบ ต่อมากได้มีการพัฒนาวิธีการสกัดกลิ่นหอม เพื่อให้ได้กลิ่นหอมหรือน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพ และมีปริมาณสูงสุด ซึ่งวิธีการสกัดมีหลายวิธี การที่จะเลือกใช้วิธีใดนั้นต้องพิจารณาลักษณะของพืชที่จะนำมาสกัดด้วย

วิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

1 .การกลั่นโดยใช้น้ำและไอ้น้ำ

วิธีนี้ใช้อุปกรณ์สำหรับกลั่นประกอบด้วย หม้อกลั่น เครื่องควบแน่น และภาชนะรองรับน้ำมัน หลักการของวิธีนี้คือให้ไอน้ำเป็นตัวพาน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในเนื้อเยื่อพืชออกมาพร้อมกัน เมื่อผ่านเครื่องควบแน่น ไอน้ำและไอของน้ำมันหอมระเหยจะควบแน่นเป็นของเหลว ได้น้ำมันหอมระเหย และน้ำแยกชั้นกัน หลังจากนั้นจึงแยกน้ำมันหอมระเหยออกจากน้ำ วิธีการนี้ทำได้หลายแบบ คือ อาจต้มพืชที่จะสกัดน้ำมันหอมระเหยกับน้ำเลย พอน้ำเดือดก็จะพาน้ำมันหอมระเหยออกมาด้วย หรืออาจจะต้มน้ำอีกภาชนะหนึ่งแล้วผ่านไอน้ำมายังภาชนะที่บรรจุพืชไว้ ไอน้ำก็จะพาน้ำมันหอมระเหยออกมา ซึ่งสองวิธีการนี้ วิธีการหลังพืชไม่สัมผัสกับความร้อนโดยตรง ทำให้น้ำมันหอมระเหยมีคุณภาพดีกว่าวิธีการแรก

2 .การสกัดโดยใช้ตัวทำละลาย

การสกัด น้ำมันหอมระเหย ที่ไม่สามารถใช้วิธีการกลั่นโดยใช้ไอน้ำได้เนื่องจากองค์ประกอบของสารหอมระเหยในดอกไม้จะสลายตัวเมื่อถูกความร้อนสูง ดังนั้นจึงใช้ตัวทำละลาย เช่น เฮเซน สกัดน้ำมันหอมระเหยออก หลังจากนั้นระเหยไล่ตัวทำละลายออกที่อุณหภูมิและความกดดันต่ำ ก็จะได้น้ำมันหอมระเหยออกมา

3 .การสกัดโดยใช้ไขมัน

การสกัดโดยวิธีนี้เป็นวิธีการสกัดแบบดั้งเดิม มักใช้กับดอกไม้กลีบบาง เช่น มะลิ ซ่อนกลิ่น โดยใช้ไขมันประเภทน้ำมันหมูเกลี่ยลงบนถาดไม้ แล้วนำดอกไม้มาเกลี่ยทับเป็นชั้นบาง ๆจนเต็มถาด ตั้งทิ้งไว้ 24 ชม.แล้วเปลี่ยนดอกไม้ชุดใหม่ ทำซ้ำประมาณ 7-10 ครั้ง ไขมันก็จะดูดซับสารหอมไว้ หลังจากนั้น ละลายสารหอมออกจากไขมันโดยใช้เอทานอล แล้วนำไประเหยเอทานอล ออก ก็จะได้น้ำมันหอมระเหยออกมา

4.วิธีการบีบ

วิธีนี้มักใช้กับเปลือกผลไม้ตระกูลส้ม เช่น ส้ม มะนาว มะกรูด น้ำมันหอมระเหยที่ได้จะมีคุณภาพดี และราคาแพง

 

หลักการเลือกซื้อน้ำมันหอมระเหยมีอะไรบ้าง

  • หลีกเลี่ยงน้ำมันหอมระเหยที่ฉลากระบุว่า Perfume oil  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการนำน้ำมันหอมระเหยชนิดสังเคราะห์ที่ได้กลิ่นเหมือนกันมาใช้แทน ไม่มีประโยชน์ในการบำบัด กลิ่นแรกหลังจุดจะรู้สึกแสบจมูก

  • หากน้ำมันหอมระเหยบรรจุอยู่ในขวดแก้วใส คุณสมบัติหรือประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยจะหาย กลิ่นจะไม่คงทน และประโยชน์ในการบำบัดก็จะลดลงตามไปด้วย วิธีการเลือกซื้อที่ถูกต้อง คือ ต้องเลือกใช้ภาชนะบรรจุที่มีขวดแก้วสีทึบ เข่น สีน้ำตาล สีน้ำเงิน หรือสีเขียว เป็นต้น

  • หลีกเลี่ยงการเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เป็นจวดพลาสติก หรือมีจุกยาง เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยจะละลายพลาสติกหรือจุกยางได้

  • ราคาของน้ำมันหอมระเหยโดยปกติแล้วมีราคาประมาณ 1,000 – 10,000 บาทต่อลิตร โดยเฉพาะมะลิและกุหลาบจะมีราคาแพงมาก เพราะฉะนั้นหากท่านเลือกซื้อน้ำมันหอมระเหยได้ในราคาถูก ขอให้หยุดคิดสักนิดว่าอาจไม่ใช่ของแท้ 100 เปอร์เซ็นต์

  • หากพบน้ำมันหอมระเหยมีตะกอนอยู่ก้นขวดหรือแขวนลอยอยู่ ขอให้เลี่ยงเพราะน้ำมันหอมระเหยดังกล่าวอาจถูกเก็บไว้นานเกินไป

  • ควรหลีกเลี่ยงผู้ค้าที่มาขายในช่วงเทศกาลหรือตามสถานที่จัดงานต่าง เนื่องจากไม่มีแหล่งที่อยู่ที่แน่นอน ไม่สามารติดต่อได้ภายหลัง ควรซื้อจากร้านสปา โดยตรง

  • การเลือกซื้อควรได้พิสูจน์กลิ่นก่อนว่ากลิ่นเป็นอย่างไร แสบจมูก หรือฉุนหรือไม่ ผู้ขายสามารถอธิบายถึงสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยดังกล่าวได้หรือไม่

  • -------------------------------------------------------------------------------------

    ข้อมูลจาก 

    สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
    196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
     

    จัดทำโดย สถาพร ไชยสิทธิ์